รีวิวหนังฝรั่ง The old guard

The Old Guard บอกเล่าเรื่องราวของของกลุ่มผู้พิทักษ์ซึ่งมีพลังพิเศษในการเยียวยาบาดแผล ไม่ว่าพวกเขาจะโดนโจมตีจนอยู่ในสภาพอาการปางตายแค่ไหน แต่พวกเขาก็จะสามารถฟื้นคืนชีพได้ราวกับปาฏิหาริย์ โดยในทีมนี้จะมีสมาชิกทั้งสิ้น 4 คน ประกอบไปด้วยแอนดี้ (ชารีส เธอรอน) บุคเกอร์ โจ และ นิคกี้ ซึ่งแต่ละคนก็มีอดีตอันแสนยาวนานและอยู่ในเหตุการณ์สำคัญๆของประวัติศาสตร์โลกตั้งแต่ยุคโบราณไล่เรียงมาเรื่อยๆจนถึงยุคปัจจุบัน ดูหนังออนไลน์ฟรีไม่มีโฆษณา

สำหรับเนื้อเรื่องจะเป็นการดัดแปลงจากกราฟิกโนเวลของ เกร็ก รักคา นักเขียนที่มีผลงานโลดแล่นอยู่ทั้งค่าย DC และ Marvel 

เรียกว่าจับมาหมดแล้วทั้ง แบทแมน ซูเปอร์แมน สไปเดอร์แมน หรือ เอ็กซ์เมน สำหรับ The Old Guard เป็นกราฟิกโนเวลความยาว 5 เล่มที่ตีพิมพ์ในปี 2017 ซึ่งเมื่อจะมีการนำมาทำเป็นหนัง ตัวรักคาเองก็ขอทำการเขียนบทดัดแปลงด้วยตนเอง โดยตัวเขาก็มีผลงานการเขียนบทซีรีส์โทรทัศน์และวิดีโอมาพอสมควรแล้วด้วย ดังนั้นบทที่ปรากฏแก่สายตาเราจึงแทบจะเป็นงานที่ออกมาแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับตัวกราฟิกโนเวลเลยทีเดียว ยิ่งบางฉากนั้นคล้ายถึงขนาดมุมกล้องในหนังสือทีเดียว ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนังฝรั่ง The old guard

เนื้อเรื่องนั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเล่าเรื่องแบบธรรมดาเรียบๆตั้งแต่ต้นจนจบครับ เป็นการเล่าเรื่องที่หาได้จากหนังทั่วไปในยุคนี้ ไม่มีอะไรซับซ้อนถ้าหากใครดูหนังบ่อยๆน่าจะเดาได้ตั้งแต่ต้นเลยว่าจะเป็นยังไง ก็เป็นจุดที่แอบเสียดายมากๆคือเนื้อเรื่องน่าจะเล่าอะไรได้มากกว่านี้นิดหน่อย หรือลงลึกในส่วนของชีวิตตัวละครหลักให้เราเข้าถึงได้มากกว่านี้จะลงตัว แต่ก็ต้องขอชมว่าเนื้อเรื่องการเล่าก็ไม่ได้น่าเบื่อแม้แต่น้อยครับ  ดูหนังฟรี

มีการพยายามแทรกดราม่าของชีวิตอมตะเข้ามาได้บ้าง และเรื่องราวเพิ่มเติมในหลายๆส่วนทำให้ไม่ใช่หนังแบบอมตะแบบที่เราเคยดูมาก็ถือว่ามีการแทรกเข้ามาอยู่บ้าง ไม่ได้เรียบไปซะทีเดียวครับ เอาจริงๆนั้นชอบต้นเรื่องของหนังและไปถึงกลางเรื่องอันนี้ถือว่าลงตัวเลยแหละ แต่พอหลังๆนั้นแอบจะแปลกๆไปหน่อยและเดาได้ง่ายทันทีว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก็ดีที่ตอนจบนั้นช่วยไว้ได้ จบได้ลงตัว และปลายเปิดไปยังภาคต่อได้ด้วยเช่นกันครับสำหรับ เนื้อเรื่องและบทของเรื่องนี้ย่อยง่าย ดูง่ายเพลินๆ แต่ก็จบได้ลงตัว

หนัง Original Netflix ทุนสูงที่ใช้บริการดาราดังอย่าง ชาร์ลิซ เธอรอน มาเล่นแบบเรื่องก่อนๆ รีวิวหนังฝรั่ง The old guard

นี้และก็ยังมาในแนวทางเดียวกันคือเป็นหนังที่ทำไว้เตรียมเป็นภาคต่อยาวๆ ทำให้ตัวเรื่องเหมือนเป็นแค่จุดเริ่ม Begin เปิดตัวกับภารกิจออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อยก่อนเท่านั้น ทหารรับจ้างที่มีชีวิตอมตะกลุ่มเล็กๆ รวมตัวกันอย่างลับๆ และนำโดยนักรบชื่อแอนดี้ (ชาร์ลิซ เธอรอน) ทุกคนต่อสู้เพื่อปกป้องโลกมนุษย์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่เมื่อต้องไปปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนที่ทำให้ความสามารถที่ไม่ธรรมดาของกลุ่มเปิดเผย ไนล์ (คิคี เลย์น) ซึ่งเป็นนักรบอมตะคนล่าสุดจึงต้องตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือทุกคน หรือว่าจะกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวดังเดิม

รีวิวหนังฝรั่ง The old guard

ต้องบอกว่าจากพล็อต จากตัวอย่าง จากหน้าหนัง และความเว่อร์ของแนวนี้ที่เคยมีหลายเรื่องทำมาก่อนเยอะแยะแล้ว ตัวอย่างซีรีส์ Highlander (1992–1998) คนอมตะที่ต้องสู้กันเองเปลี่ยนผ่านความทรงจำรุ่นต่อรุ่นมาเป็นพันปี ทำให้ผู้เขียนคิดว่าเรื่องนี้ที่หยิบพล็อตแนวนี้มาทำใหม่อีกเรื่องน่าจะมีอะไรเด็ดๆ มากกว่านี้ซ่อนอยู่ แต่คงหวังมากไปเพราะสุดท้ายตัวเรื่องยังถือว่าอยู่ในขั้นธรรมดาสามัญมาก หลักๆ คือแค่มนุษย์อมตะที่ไม่รู้ว่าอมตะจากอะไร (เรื่องอื่นๆ ก็มักจะประมาณนี้) พยายามค้นหาสาเหตุของการเป็นอมตะที่จริงๆ แล้วก็ยังทนทุกข์ทรมานจากการไม่ตายได้เช่นกัน ทั้งอาการเจ็บที่ยังคงอยู่ การเห็นคนที่รักตายจากไป

คบค้าสมาคมสนิทกับใครก็ไม่ได้เพราะกลัวความลับถูกเปิดเผย ด้วยความโดดเดี่ยวนี้เองจึงทำให้พล็อตมนุษย์อมตะแนวนี้มีอะไรแทบเหมือนกันทั้งหมด แต่แค่เปลี่ยนตัวร้ายเป็นรุ่นๆ ไปเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้ทีมตัวเอกที่มีกัน 4 คนต้องมาเจอกับ CEO เจ้าของบริษัทยาที่ต้องการไขความลับชีวิตอมตะของพวกเขา โดยอ้างว่าทำเพื่อมนุษย์ชาติ แต่จริงๆ คือเพื่อหากำไรเข้าบริษัท ซึ่งมันก็เบๆ มากกับสูตรสำเร็จแบบนี้

แต่สำหรับงานนี้ของจีน่าก็ต้องบอกว่าในส่วนของแอ็กชันนั้น ไม่ได้แปลกใหม่แต่อย่างใด เป็นหนังขนบหลังจอห์น วิกฟีเวอร์ที่เน้นการยิงแม่นยำเน้นเข้าจุดตายว่องไว ผสมการใช้ปืนกับการรุกประชิด ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีถ้าเราไม่ได้เห็นกันจนเกร่อเสียแล้วในช่วงปีหลัง ๆ และยิ่งมุมกล้องเองก็ไม่ได้สร้างสีสันใหม่ ๆ อะไรเท่าใดนัก ฉากต่าง ๆ ในเรื่องก็แบนไร้ความน่าจดจำ แม้แต่ไคลแมกซ์ของเรื่องที่ฉากควรอลังที่สุดก็ยังแบนราบไร้ความน่าสนใจ ไม่ได้สร้างความรู้สึกกดดันหรือยิ่งใหญ่อะไรได้เลย ในความเป็นหนังแอ็กชันเลยขาดความว้าวไปเยอะมาก ๆ

ทั้งสี่คนแม้จะอยู่บนโลกนี้มาอย่างยาวนาน แต่ความสามารถพิเศษของพวกเขาก็เป็นเหมือนคำสาป

พวกเขาต้องซุกซ่อนตัวเองไม่ให้มีตัวตนอยู่ในสังคม คอยรับงานเบื้องหลังในการทำภารกิจเสี่ยงตายต่างๆ โดยปราศจากเครดิต ไม่มีแม้กระทั่งคนรัก เพราะพวกเขารู้ดีว่าการเฝ้ามองคนที่ตนเองรักตายจากไปครั้งแล้วครั้งเล่ามันเจ็บปวดแค่ไหน สถานการณ์ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า มิสเตอร์วอร์ริก (แฮร์รี่ เมลลิ่ง) เจ้าของบริษัทยาที่ทราบข่าวคราวความ “อมตะ” ของกลุ่มดิโอการ์ด เขาจึงอยากจะนำตัวอย่างเลือดเพื่อมาค้นคว้าวิจัยในการหายารักษาโรคและเพิ่มอายุขัยให้กับมนุษย์ และแน่นอนว่ามันคือเรื่องผลกำไรอันมหาศาลเกินกว่าจะคาดเดา ทำให้เหล่าดิโอการ์ดถูกตามล่าอย่างหนัก

รีวิวหนังฝรั่ง The old guard

ช่วงกลางๆเรื่อง มีการย้อนประวัติของแต่ละคน  ทำให้ได้รู้ที่มาที่ไปแต่ก็ไม่ได้ลงลึกอะไรมากนัก และอีกเช่นเคย  ผมชอบฉากแต่ละฉากจริงๆ  มันทำออกมาได้รับอารมณ์กับช่วงเวลา ความรู้สึกของตัวละครที่เป็นอยู่  คงต้องยกความดีให้กับผู้กำกับภาพและแสง  ที่ทำออกมาได้ดี  เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นขึ้นในช่วงนี้  ตอนแรกนึกว่าจะแผ่ว..แต่ก็ไม่แผ่วนะ 555 อาจมีบทเบาหัวให้เราได้ดูอยู่บ้าง สลับกันไป  บทเริ่มทำให้คนดูลุ้นไปกับกลุ่ม Old Guard ว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ยังไม่นับว่าบทมันทื่อเสียจนแค่วางตัวละครมา เราก็แทบเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหนังได้เลย อย่างเรื่องที่ว่า ชาร์ลิส เธอรอน เป็นตัวละครนำของทีมอมตะ ซึ่งดาราคนอื่นบารมีห่างชั้นแบบไกลเกินไป (ดาราที่พอสูสีอย่าง จิวีเทล เอจิโอฟอร์ จากหนัง Doctor Strange ก็กลายเป็นตัวละครในฝั่งอื่นเสียอีก) พอเมื่อมีตัวละครใหม่อย่างไนล์เข้ามาในทีมแบบที่บทจงใจปั้นให้เป็นตัวละครนำเต็มที่ และเมื่อมีการเล่าถึงความตายของคนอมตะในอดีต ใครที่ดูหนังมามากพอควรก็แทบเดาชะตากรรมของแอนดี้และคณะได้แล้ว นี่ยังไม่นับความตื้นด้านพลอตของตัวละครหนึ่งในทีมที่แทบจะเอาไปหลอกใครให้ตกใจกับการหักมุมไม่ได้เลยด้วยนะ

นักแสดงนั้นต้องบอกว่าเน้นๆที่ นักแสดงนำ Charlize Theron ที่เราคุ้นเคยจากทั้งเรื่อง MADMAX – ATOMIC BLONDE หรือจะ Bombshell และรวมถึง Fast 8 ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าสมทบกับนักแสดง ทั้ง Chiwetel Ejiofor ที่เราน่าจะคุ้นตากันดีในหลายเรื่อง แน่นอนว่าตัวหนังนั้นส่งไปที่นักแสดงนำ Charlize Theron ทั้งหมดในครั้งนี้มาเล่นแสดงในสายหนังแอคชั่นเต็มๆครับ ต้องบอกว่าไม่มีข้อติสำหรับนักแสดงนำและการแสดงของหลายๆคนเลยในหนังเรื่องนี้ เล่นฉากแอคชั่นได้เท่มากๆ และต้องชมว่าการกำกับแอคชั่นของตัวเอกนั้นทำได้ดูดี และบทก็ลงตัวเลยแหละ แต่นักแสดงคนอื่นๆอาจจะไม่ค่อยเด่นเท่าไรนักถ้ามองกัน ก็จะมีนักแสดง KiKi Layne ที่ปูมาอีกตัวละครที่ก็ถือว่าเติมเต็มหนังให้ลงตัวขึ้นในแง่ของบทและภาพรวมครับ ส่วนตัวอีกฝั่งผู้ร้ายนั้นต้องบอกว่าไม่มีมีซีนน่าจดจำซักเท่าไรและไม่ได้มีผลกับตัวหนังเท่าที่ควรครับ ก็น่าเสียดายนิดนึงในส่วนนี้

ที่ฉากแอ็กชั่นเรื่องนี้ไม่ได้เข้มข้นอะไรมากอีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผู้กำกับ Gina Prince-Bythewood ที่ดูเครดิตการทำงานแล้วมีแต่หนังแนวดราม่าแทบทั้งนั้น พอต้องมากำกับหนังแอ็กชั่นเต็มสูบ ก็เลยเหมือนไม่ใช่งานถนัดของเธอนัก และในส่วนดราม่าของเรื่องเองที่พยายามปั้นตัวละครน้องใหม่มาเข้าทีมด้วยอารมณ์สับสนยังอยากกลับไปหาพ่อแม่ที่บ้าน เรื่องก็ไม่ได้รู้สึกหน่วงอะไรนัก เรียกว่าแทบจะไม่มีอารมณ์ร่วมให้คนดูรู้สึกไปตามนั้นเลย ส่วนตัวนางเอกก็มีย้อนอดีตไปไกลหน่อยสมัยยังรบพุ่งขี่ม้าใส่เกราะฟันกัน ซึ่งก็เหมือนจะพยายามบิ้วให้ซึ้งว่ามีสมาชิกรุ่นก่อนที่ตายเพราะพลังอมตะหายไปโดยไม่รู้สาเหตุ แล้วก็มีสมาชิกอีกคนที่โดนถ่วงลงก้นทะเลแต่เธอตามหาไม่เจอ ซึ่งเรื่องก็ใส่มาแบบหยอดไว้กะทำภาคต่อกันตรงๆ แต่ระหว่างที่ดูแล้วเจอฉากนี้คนดูก็คงเผลอคิดไปว่าอาจจะเป็นบอสหรือตัวร้ายจริงในภาคนี้ก็ได้

ขณะเดียวกันไนล์ (กิกี้ เลนน์) ทหารหญิงที่เข้าไปทำภารกิจในอัฟกานิสถานและพบว่าตัวเองมีพลังพิเศษในการเยียวยาบาดแผล ทำให้ทีมดิโอการ์ดต้องออกตามหาตัวเธอเพื่อป้องกันไม่ให้เธอกลายเป็นเหยื่อในการถูกจับตัวไปทำการทดลอง อีกทั้งยังช่วยกันดูแลเพื่อให้เธอสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยได้ในสังคมมนุษย์

ตัวหนังค่อนข้างใส่ดราม่าในแง่ของความเป็นอมตะที่ขมขื่นของเหล่าตัวละครมาพอประมาณ

ซึ่งตัวละครที่ได้รับมิติสูงสุดก็คงหนีไม่พ้นแอนดี้ ดิโอลด์การ์ดที่อยู่บนโลกมนุษย์มายาวนานที่สุด เรียนรู้เหตุการณ์อันแสนเจ็บปวดมากมายมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าเธอจะแข็งแกร่งจากภายนอกแค่ไหน แต่การมีชีวิตอยู่นับพันปีคงทำให้จิตใจของเธอบอบช้ำจนแทบจะเกินเยียวยา และทำให้คนดูเห็นว่าการมีชีวิตอยู่ค้ำฟ้านั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์เลย

จุดนี้อาจต้องว่าไปถึงเนื้อหาของรักคาที่วางพื้นฐานด้านปรัชญาหรือธีมของเรื่องไว้ด้วยว่าตื้นเขินเกินไปสักหน่อย ในยุคแห่งผลิตผลของเรื่องเล่าความเป็นอมตะ เราได้เห็นปรัชญาของหนังอย่าง Highlander ที่ความเป็นอมตะถูกผูกกับผู้คน/ความสัมพันธ์/ความรู้และอุดมการณ์ การสิ้นสุดของความเป็นอมตะที่ยุติลงด้วยการถูกตัดหัวและการถ่ายทอดความรู้ต่อเนื่องกันไป

ทำให้บรรยากาศถูกปกคลุมด้วยความลึกของวิธีคิดต่าง ๆ ของแต่ละตัวละคร หรือใหม่หน่อยอย่าง Ajin ของญี่ปุ่นที่สะท้อนความบ้าคลั่งไร้เหตุผลของมนุษย์ และความน่ากลัวจากความหวาดระแวงในหมู่คน การมองคนไม่เป็นคน และการนำเสนอการต่อสู้ของหลากหลายอุดมการณ์ความคิด ผ่านฉากแอ็กชันขนาดใหญ่และกลยุทธ์การปะทะกันอย่างถึงกึ๋น

งานภาพและเสียงนั้นต้องบอกว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เน้นโทนสีอะไรซักเท่าไร รีวิวหนังฝรั่ง The old guard

แต่ชอบที่รู้สึกว่าสถานที่ถ่ายและฉาก โปรดักชั่นอะไรนั้นดูดีเกินหน้าเกินตาเรื่องอื่นๆอยู่บ้างครับจุดนี้ถือว่าโอเคเลยแหละ ส่วนมุมกล้องนั้นกลางๆไม่ได้เด่นมากนัก เพราะในฉากแอคชั่นก็พอไหวแต่จริงๆมันน่าจะมีมุมที่ทำให้เราได้ลุ้น หรือมีส่วนร่วมได้มากกว่านี้พอสมควรครับ

บางจังหวะเลยทำให้แอคชั่นที่มีมันค่อนข้างธรรมดา บางเบาไปมากแม้ตัวหนังจะมีแอคชั่นเยอะก็ตามในจุดนี้น่าเสียดาย และในตัวเพลงประกอบนั้นมีมาบ้างนิดหน่อยพอเพลินๆครับ ส่วนดนตรีซาวด์พื้นหลังก็เพิ่มจังหวะหนังได้ระดับนึง แต่ไม่ได้สุดหรือลุ้นละทึกเท่าไร ทำให้หลายๆส่วนของหนังมันธรรมดาๆเรียบๆและน่าจะมีอะไรได้มากกว่านี้

ก็ถือว่าเป็นหนังทุนสูงของ Netflix ที่มีงานโปรดักส์ชั่น CG ได้มาตรฐาน แต่ว่าตัวเรื่องไม่ได้แปลกใหม่ ฉากแอ็กชั่นแค่ได้มาตรฐานทั่วไปยังไม่ถึงขั้นมีซีนน่าจดจำอะไรนัก และก็จบแบบเตรียมทำภาคต่อชัดเจน เข้าใจว่าเป็นเหมือนแนวทางใหม่ของเน็ตฟลิกซ์ที่ต้องการทำหนังจากดาราดังทุนสูงในลักษณะยาวเป็นซีรีส์ได้ ซึ่งเท่าที่ดูก็น่าจะประสบความสำเร็จดีเพราะอันดับยอดคนดูสูงแซงซีรีส์ดังๆ เกือบเท่าตัวทั้งนั้น เรื่องนี้ก็มาแนวเดียวกันย่อยง่าย ดูเอาเพลินๆ แปบๆ จบ ยอดก็น่าจะดีถล่มทลายเช่นกันครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *